หมวดหมู่: รีวิวหนัง

ธ.ค. 24 2018
ภาพยนต์

ย้อนรอยหนังทำเงินปี 1990 : Ghost

ย้อนรอยหนังทำเงินประจำปี 1990
เรื่องที่พลาดไม่ได้ในยุคนั้น เห็นจะหนีไม่พ้น Ghost หรือ
วิญญาณ ความรัก ความรู้สึก
ภาพยนตร์สยองขวัญที่ครองใจผู้ชมทั่วโลก ภายใต้ฝีมือผู้กำกับ
เจอร์รี่ ซัคเกอร์ เจ้าพ่อหนังล้อเลียนแห่งฮอลลีวู้ด
ภาพยนตร์เรื่อง Ghost หรือ วิญญาณ ความรัก ความรู้สึก
กล่าวถึงเรื่องราวของ แซม (แพทริค สเวย์ซี่) และ มอลลี่ (เดมี่ มัวร์)
ที่ต้องพรากจากกันโดยยังทันได้ตั้งตัว
จากการถูกโจรมุมตึกดักปล้นจี้ระหว่างทางกลับบ้าน
แต่ลึกลงไปมันมีเงื่อนงำบางอย่างเกี่ยวพันถึงความสกปรกบางอย่า
งจากคนบางคนที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของพวกเขา และ แซม
ยังต้องหาทางไขเงื่อนงำการตายนี้
พร้อมทั้งปกป้องภรรยาของเขาซึ่งกำลังอยู่ในอันตราย
โดยมีตัวช่วยอย่างคนทรงสิบแปดมงกุฎ โอดา เมย์ บราวด์ (วูห์ปี้
โกลเบิร์ก) ให้ความช่วยเหลืออย่างไม่ตั้งใจ
จุดเด่นของเรื่อง Ghost หรือ วิญญาณ ความรัก ความรู้สึก
คือการแสดงของคู่พระนาง แพทริค สเวย์ซี่ และ เดมี่ มัวร์
ที่ช่วยให้หนังสร้างความประทับใจแก่คนดู เพราะหนังสร้าง
Gimmick ทีน่าสนใจเกี่ยวกับการบอกรักระหว่าง แซม และ มอลลี่
เมื่อ มอลลี บอกกับ แซม ว่า ฉันรักคุณแต่ แซม
ตอบกลับมาแค่เช่นกัน
เธอจึงถามว่าเคยคิดจะบอกผมรักคุณกับเธอบ้างไหม แต่ แซม
มีความคิดของตนเอง และเห็นว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ต้องบอกพร่ำเพรื่อ
ซึ่งหนังนำมาใช้อีกครั้งอย่างได้ผลโดนใจ และทำให้รู้ว่า เช่นกัน
มันมีความหมายมากมายเพียงใด
นอกจากนี้หนังยังสร้างหลายฉากประทับใจมากมาย
แต่ที่ถูกกล่าวถึงมากสุดเห็นจะเป็น Love scene ปั้นหม้อรอรัก
คลอไปกับเพลงอมตะนิรันดร์กาล Unchained Melody
(Lighteous Brothers) และถ้ายังไม่ลืมทรงผมสั้นของมอลลี่ ที่ เดมี่
มัวร์ สวมบท สร้างกระแสให้สาวยุคนั้น
พร้อมใจกันหั่นผมสั้นแบบเธอแทบทุกประเทศที่หนังออกฉาย
ขณะเดียวกันหนังสะท้อนความคิดและมุมมองชีวิตหลังความตาย
ของชาวตะวันตก ที่เมื่อความตายเกิดขึ้น วิญญาณย่อมออกจากร่าง
และจะได้ไปสวรรค์หากคุณเป็นคนดี
หรือจมดิ่งลงนรกหากคุณทำชั่ว
วิญญาณที่มีห่วงย่อมไม่สามารถไปโลกหน้าได้
เหมือนมีภาระติดค้างต้องเวียนว่ายต่อไปจนกว่าจะสะสางเสร็จสิ้น
ถึงไปสู่ภพภูมิโลกหน้าได้
อีกหนึ่งเครดิตที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้คือผลงานการกำกับของ
เจอร์รี่ ซัคเกอร์ ผู้มีผลงานหนังล้อเลียนฮาเบรคแตก อาทิเช่น
Airplane บินเลอะมั่วแหลก ล้อเลียนหนังเรื่อง Airport
เที่ยวบินมฤตยู และ Top secret
ล้อเลียนหนังสายลับยุคสงครามเย็น
ภาพยนตร์ Ghost หรือ วิญญาณ ความรัก ความรู้สึก
ถือว่าพลิกสไตล์การทำงานของ เจอร์รี่ ซัคเกอร์ แบบสุดขั้ว
แต่กลับสามารถผสมผสานแนวทางของหนังตื่นเต้น หนังผี
หนังตลกสถานการณ์ และหนังรัก เข้าไว้ด้วยกันจนออกมาเป็น
Ghost ที่ลงตัว
สุดท้ายก็อย่างที่เห็น Ghost หรือ วิญญาณ ความรัก
ความรู้สึก กวาดรายได้จากการออกฉายทั่วโลกไปกว่า 500
ล้านดอลลาร์ แถมยังคว้าออสการ์
สาขาบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม และ
สาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม มาครองอีกด้วย…

ธ.ค. 22 2018
ภาพยนต์

ความสุดยอดของ Forrest Gump หนังดังขึ้นหิ้งอมตะ

หากจะพูดถึงภาพยนตร์ที่อยู่ในความทรงจำของใครหลายคน
หนึ่งในนั้นคง Forrest Gump อยู่ในลิสต์เป็นแน่
เพราะเป็นภาพยนตร์ทีได้รับรางวัลออสการ์ในปี 1994
เอาชนะหนังดีในปีนั้นอย่าง The Shawshank Redemption ซะด้วย
สำหรับ Forrest Gump
หรือชื่อไทยที่รู้จักกันดีคืออัจฉริยะปัญญานิ่ม
เป็นภาพยนตร์ที่กำกับโดยโรเบิร์ต เซเมคคิส และบทประพันธ์โดย อีริค
ร็อธ จัดว่าเป็นประเภทหนัง Comedy, Drama, Romance
เรื่องราวของ ฟอร์เรสต์ กัมป์ (ทอม แฮงค์) เป็นเด็กเอ๋อจากอลาบาม่า
ที่มีไอคิว ไม่ถึง 80 และพัฒนาการทางสมองต่ำกว่าคนปกติ ตอนเด็ก
ฟอร์เรสต์ กัลมป์
ยังไม่สามารถเดินได้ปกติเหมือนเด็กโดยทั่วไป
โดยเขาต้องใช้เครื่องช่วนดามขาเขาเพื่อให้ช่วยเดินได้
แต่เขาเป็นคนที่ได้ใช้จิตใจที่ใสซื่อและดีงามก้าวข้ามความบกพร่องทาง
ร่างกาย ฟันฝ่าอุปสรรคนานัปการ
จากคนร่างกายพิการไปเป็นดาราอเมริกันฟุตบอล
จากวีรบุรุษในสงครามเวียดนามเป็นเศรษฐีธุรกิจเรือกุ้ง
จากเกียรติทำเนียบขาวไปสู่อ้อมกอดของผู้ที่เขามีใจรักจริง
ฟอร์เรสท์คือลักษณะรูปธรรมแห่งยุค
คือความไร้เดียงสาในดินแดนอเมริกา
จิตใจของเขาตระหนักต่อสิ่งที่ไอคิวอันจำกัดของตัวเองไม่อำนวย
ขอบข่ายศิลธรรมของเขาไม่เคยคลอนแคลน
ชัยชนะทั้งหลายของเขากลายเป็นแรงบันดาลใจแก่เราทุกคน
จนกลายเป็นขวัญใจของคนทั้งโลก
โดยภาพยนตร์นั้นได้สะท้อนถึงอะไรหลายๆอย่าง
โดยเฉพาะในเรื่องของความขัดแย้งในสังคมที่ไม่ค่อยยอมรับ
หรือเห็นคุณค่าของคนที่เกิดมาผิดปกติทางร่างกายหรือ สมอง
และในเรื่องนี้ ฟอร์เรสท์ กัมพ์ ได้เกิดมามีความปกติทางสมอง
และร่างกาย ทำให้เพื่อนชอบรังแก
และไม่มีคนยอมรับให้เข้าร่วมกิจกรรม แต่ฟอร์เรสท์ กัมพ์
เป็นคนที่มีทัศนคติที่ดี คิดในแง่บวก ใสซื่อจริงใจ มีความพยายาม
และเป็นคนมีโชคในการใช้ชีวิต ทำให้ทุกคนเริ่มยอมรับในตัวของเขา
เป็นที่รักของคนที่ได้เขาใกล้ ทำให้เขาประสบความสำเร็จในชีวิต
ซึ่งดูแล้วจัดว่าเป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์ที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับ
ใครหลายคน รู้สึกไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค
นอกจากนี้ยังมีผสมผสานหลายๆสิ่งหลายอย่าง
เอาไว้ในภาพยนตร์เรื่องเดียว โดยกับสิ่งที่ฟอร์เรส กัมพ์ประสบความสำเร็จในชีวิตหลายอย่าง
ไม่ว่าจะเป็นนักวิ่งของมหาวิทยาลัย นักปิงปองทีมชาติ
ความกล้าในสมรภูมิรบจนได้เหรียญกล้าหาญ กัปตันเรือกุ้ง
นักวิ่งมาราธอน หรืออะไรก็ตามที่ฟอร์เรส มุ่งหน้าบากบั่นทำมัน
แต่เชื่อหรือไม่สิ่งเหล่านั้นที่เกิดขึ้นกับ ฟอร์เรส กัมพ์
เขาไม่ได้ต้องการมันเลย
เขาเพียงแค่ปล่อยตัวเองปลิวไปตามขนนกเหมือนดั่งฉากเปิดและฉากจบ
ที่ทำได้อย่างน่าประทับใจ
หากใครยังไม่เคยรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้แนะนำให้ไปดูกันเลย
รับรองว่าคุณจะได้อะไรมากมายหนังเรื่องนี้อย่างแน่นอน…

ธ.ค. 20 2018
ภาพยนต์

ย้อนรอยหนังทำเงินปี 1999 : The Mummy

ย้อนรอยหนังทำเงินประจำปี 1999
เรื่องที่พลาดไม่ได้ในยุคนั้น เห็นจะหนีไม่พ้น The Mummy หรือ
คืนชีพคำสาปนรกล้างโลก
ภาพยนตร์แอ็คชั่นผจญภัยสยองขวัญจากค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง
Universal Pictures ที่ได้ สตีเฟ่น ซอมเมอร์ส
รับหน้าที่เขียนบทและกำกับ ร้อมทีมงานอย่าง เจมส์ แจ๊ค และ ฌอน แดเนียล
ภาพยนตร์ The Mummy หรือ คืนชีพคำสาปนรกล้างโลก
กล่าวถึงเรื่องราวในสมัยอียิปต์ปี 1290 ก่อนคริสศักราช เมื่อ
นักบวชอิมโฮเทป มีความสัมพันธ์ชู้สาวกับสนมอนัคซูนามุน
ก่อนร่วมมือกันสังหารฟาโรห์
แต่สุดท้ายทั้งคู่ไม่อาจหนีพ้นความตาย โดยเฉพาะ อิมโฮเทป
ที่ถูกทำให้กลายเป็นมัมมี่ทั้งเป็น และถูกสาปไม่ให้ไปผุดไปเกิด
แต่หาก อิมโฮเทป คืนชีพอีกครั้ง เขาจะเป็นอมตะ
และจะปลดปล่อยสิ่งชั่วร้ายทำลายล้างโลก
ต่อมา ในปี1926 ที่ไคโร บรรณารักษ์และนักอียิปต์วิทยา
อีฟเวอรีน คาร์นาฮาน
ได้รับกุญแจและแผนที่เมืองที่สาบสูญจากพี่ชายของเธอ โจนาธาน
ซึ่งขโมยมาจากทหารชาวอเมริกัน ริค โอคอนเนลล์
ทำให้ทั้งสามต้องออกเดินทางร่วมกัน
เพื่อค้นหาความลับที่ฮามันพัตรา
ซึ่งไม่มีใครเอะใจเลยว่าการเดินทางครั้งนี้มีเรื่องราวเลวร้ายและอันตรายรอคอยพวกเขาอยู่
ก่อนอื่นต้องขอยกย่องผู้กำกับและคนเขียนบทอย่าง สตีเฟ่น
ซอมเมอร์ส เพราะดัดแปลง The Mummy
ออกมาได้ไม่เหลือเค้าจากต้นฉบับ
อีกทั้งโครงเรื่องยังดีกว่าเดิมเสียอีก
โดยเน้นไปที่แอ็คชั่นผจญภัยเป็นหลัก
ในขณะที่ฉบับดั่งเดิมเน้นหนักไปที่ความสยองขวัญ
นั่นทำให้หนังดูเพลิน มีฉากมันๆ ตลอด
เรียกว่าไม่มีตอนไหนที่อยากละสายตาออกจากหน้าจอเลย
ขณะเดียวกันฉากแอ็คชั่นและเอฟเฟ็คต์ของภาพยนตร์ The
Mummy หรือ คืนชีพคำสาปนรกล้างโลก ยังยอดเยี่ยมมาก
การเดินเรื่องก็เร้าใจ สาระไม่ต้องไปคิด
เพราะทำออกมาสไตล์ป็อบคอร์นอยู่แล้ว กล่าวคือได้รส เอามัน
แต่ไม่คำนึงถึงสารอาหารนั่นเอง
ในส่วนของดาราก็จัดว่าโดดเด่น พระเอกของเรื่องอย่าง
เบรนแดน เฟรเซอร์ เหมือนเกิดมาเพื่อบทนี้ ด้าน ราเชล ไวสซ์
นอกจากเรื่อง The Mummy หรือ คืนชีพคำสาปนรกล้างโลก
ก็ไม่เคยเห็นเธอสวยขนาดนี้มาก่อนเลย
แถมยังต๊องแบบน่ารักอีกด้วย เช่นเดียวกับ จอห์น แฮนนาห์
ที่รับบท โจนาธาน
นั่นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ภาพยนตร์ The Mummy หรือ
คืนชีพคำสาปนรกล้างโลก
จะกวาดรายได้จากการเข้าฉายทั่วโลกไปกว่า 415 ล้านดอลลาร์
ทั้งที่ใช้ทุนสร้างแค่ 80 ล้านดอลลาร์
พร้อมทั้งต่อยอดไปถึงภาคใหม่อย่าง The Mummy Returns
(2001) และ The Mummy: Tomb of the Dragon Emperor
(2008) รวมถึงภาคแยกอย่าง The Scorpion King (2002)…

ธ.ค. 17 2018
ภาพยนต์

ย้อนรอยหนังทำเงินปี 1998 : Deep Impact

ย้อนรอยหนังทำเงินประจำปี 1998
เรื่องที่พลาดไม่ได้ในยุคนั้น เห็นจะหนีไม่พ้น Deep Impact หรือ
วันสิ้นโลก ฟ้าถล่ม แผ่นดินทลาย ภาพยนตร์มหันต์ภัยถล่มโลก
ภายใต้ฝีมือการกำกับของ มีมี่ เลเดอร์ ผลงานการเขียนบทของ
บรู๊ซ โจเอล รูบิน และ ไมเคิล โทลกิ้น
ภาพยนตร์ Deep Impact หรือ วันสิ้นโลก ฟ้าถล่ม แผ่นดินทลาย
กล่าวถึงเรื่องราวของมหันต์ภัยที่กำลังคืบคลานเข้ามา
อันหมายถึงเวลาของโลกใกล้ถึงคราดับสิ้น
และมนุษย์จะถูกล้างเผ่าพันธุ์ด้วยการพุ่งชนของอุกกาบาตขนาดยักษ์
เดิมทีกว่าที่ภาพยนตร์ Deep Impact หรือ วันสิ้นโลก ฟ้าถล่ม แผ่นดินทลาย
จะเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาจนออกฉายได้สำเร็จ
หนังต้องค้างเติ่งอยู่ในกระบวนการพัฒนานานร่วม 20 ปี
โดยสองโปรดิวเซอร์ของพาราเมาท์ต้องการรีเมคภาพยนตร์เรื่อง When Worlds Collide
แต่หลังจากที่บทหนังไม่เคยเสร็จสมบูรณ์เรื่อยมาจนเข้าสู่ทศวรรษ
90 จึงได้มีการเบนเข็มไปทาบทาม สตีเว่น สปีลเบิร์ก เข้ามากำกับ
และหันเหไปดัดแปลงสร้างจากนิยายของ อาร์เธอร์ ซี. คลาร์ก
ชื่อว่า The Hammer of God แทน
อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงคราวที่วัตถุดิบอยู่ในขั้นพร้อม สตีเว่น
สปีลเบิร์ก ก็บังเอิญติดพันการกำกับ Amistad (1997)
เสียอย่างนั้น กระทั่ง พาราเมาท์ ถูกกดดันหนักเข้าเมื่อคู่แข่งอย่าง
ทัชสโตนพิคเจอร์ส ประกาศจะสร้าง Armageddon (1998) หนังธีมเดียวกัน
ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงไม่อาจรอคอย สตีเว่น สปีลเบิร์ก
ได้อีกต่อไป และเลือกหันไปทาบทามผู้กำกับหญิงอย่าง มีมี่ เลเดอร์ เข้ามากุมบังเหียนแทน
พร้อมกับเป้าหมายในการส่งหนังออกฉายตัดหน้า Armageddon ของ ไมเคิล เบย์
ซึ่งโปรเจ็กต์ Deep Impact หรือ วันสิ้นโลก ฟ้าถล่ม แผ่นดินทลาย
ได้มีการรวบรวมนักแสดงดังทั้งรุ่นใหญ่รุ่นเล็กเข้ามาหลายคน
ไม่ว่าจะเป็น โรเบิร์ต ดูวอลล์, มอร์แกน ฟรีแมน, วาเนสซา
เรดเกรฟ, เทอา ลีโอนี่ รวมไปถึงหนุ่มน้อย เอไลจาห์ วูด
โดยแม้ว่าพล็อตของหนังจะมีหัวใจสำคัญอยู่ที่ดาวหาง
ซึ่งจะพุ่งมาทำลายล้างโลก และมนุษยชาติต้องหาทางยับยั้ง
แต่ทว่าตลอดการดำเนินเรื่องไปนั้นได้มีการสอดแทรกปมชีวิตของบรรดาตัวละคร
เพื่อถ่ายทอดให้เห็นมุมมองของปัจเจกบุคคลที่ต่างย้อนตรองดูชีวิตของตัวเอง
เมื่อถึงคราวที่ตระหนักว่ามีมหันตภัยร้ายซึ่งอาจนำมาสู่วาระสุดท้ายของชีวิต
สุดท้าย Deep Impact
กลายเป็นหนังที่เปิดตัวสูงสุดอันดับสองในสหรัฐอเมริกา ประจำปี1998 ที่จำนวน 41 ล้านดอลลาร์
แต่น่าเสียดายที่สุดท้ายกลับเข้าป้ายในฐานะหนังทำเงินสูงสุดอันดับ 8
ที่ 140 ล้าน และพ่ายแพ้ให้กับ Armageddon
ที่มีทุนสร้างมากกว่าเท่าตัว
โดยภายหลัง มีมี่ เลเดอร์ ยอมรับว่าสิ่งหนึ่งที่เธอเสียดาย
คือมีเวลาและทุนทำหนังเรื่อง Deep Impact หรือ วันสิ้นโลก
ฟ้าถล่ม แผ่นดินทลาย น้อยเกินไป
แต่อย่างน้อยหนังเรื่องนี้ก็ส่งให้เธอทำสถิติเป็นผู้กำกับหญิงที่มีผลง
านทำเงินสูงสุดตลอดกาล ณ เวลานั้น…

ธ.ค. 09 2018
ภาพยนต์

เรื่องย่อ อาบัติ

เมื่อความหลงครอบงำผู้ใด ความมืดมิดย่อมมีเมื่อนั้น
ซัน” เด็กหนุ่มวัย 19 ปีผู้เอาแต่ใจตนเอง ไม่สนใจใคร 
และดำเนินชีวิตคึกคะนองอย่างเต็มที่ เขาจึงถูกบิดาบังคับให้มาบวชเณรเพื่อดัดนิสัย 
การบวชอย่างไม่เต็มใจ ไร้ศรัทธา และด้วยความรู้สึกที่ไม่เข้าใจว่าตนเองทำผิดอะไรนักหนา 
ก็เลยทำให้ซันยังคงใช้ชีวิตเหมือนเช่นเคยทั่วๆไปแม้ว่าจะอยู่ในผ้าเหลืองแล้วก็ตาม 
รวมทั้งการแอบคบหากับ ฝ้าย
สาววัยรุ่นท้องถิ่นผู้โหยหาในความรักซึ่งเสมือนเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวเดียวที่ทั้งคู่มีให้แก่กันและก็เชื่อถือว่าไม่ใช่เรื่องผิดอะไร
ทุกการกระทำที่ท้าทายการอาบัตินี้ 
ทำให้เณรซันจะต้องเข้าไปพัวพันกับเหตุการณ์ลึกลับชวนขนหัวลุกที่ถูกปกปิดไว้ภายในวัด 
ทั้งเรื่องราวความสัมพันธ์ของสีกากับพระ,
การเผชิญหน้ากับผีเปรตที่ตามมาขอส่วนบุญและทวงคืนชีวิตที่ต่างเชื่อมโยงกันอย่างคาดไม่ถึง 
และก็ความผิดที่เขากำลังวิ่งหนี ก็เข้ามาตอกย้ำให้เขาต้องชดใช้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ธ.ค. 05 2018
ภาพยนต์

หนัง Pacific Rim: Uprising – แปซิฟิค ริม ปฏิวัติพลิกโลก

หลังจากที่มวลมนุษยชาติรอดพ้นจากการถูกเหล่ามอนสเตอร์หรือไคจูบุกโลก ใน Pacific Rim ภาคแรก
โลกก็ดูเหมือนจะไม่สงบสุขอย่างที่คิด เพราะมนุษย์ก็ยังอยู่อย่างหวาดกลัว
ว่าเหตุร้ายจะเกิดซ้ำสอง เจค เพนเทคอตส์ (John Boyega)
ลูกชายของวีรบุรุษสงครามอย่าง สแต็คเคอร์ เพนเทคอตส์
เขาใช้ชีวิตต่างจากผู้เป็นพ่อของเขาอย่างสิ้นเชิง เป็นหัวขโมย ไม่สนใจโลก
ในขณะที่สมัยก่อนเค้าก็เคยเป็นนักขับเยเกอร์ฝีมือดี
แต่โชคชะตาก็ขีดให้เขากลับไปข้องเกี่ยวกับเยเกอร์อีกครั้ง
พร้อมกับต้องรับมือกับภัยร้ายใหม่ที่กำลังคืบคลานเข้ามาสู่โลก อีกครั้ง !?

ความรู้สึกแรกหลังดูจบ..
บางครั้งก็อาจจะเพราะว่าได้ไปอ่านกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่มีต่อหนังเรื่องนี้ก่อนเข้าไปชมก็ได้
ทำให้ผมอดความคาดหวังที่มีต่อภาคต่อเรื่องนี้ไว้ต่ำมาก
ซึ่งแรกเริ่มมันก็ค่อนข้างที่จะไม่สูงมากอยู่แล้ว
เนื่องจากว่าตัวอย่างหลายต่อหลายตัวของหนังที่ปล่อยออกมา
ก็ไม่ได้สร้างความ happyให้กับตัวผมเท่าไหร่ เกริ่นมาเสียนาน หนังออกจะทำได้ดีกว่าที่คาดไว้
อย่างต่ำก็ไม่ได้น่าเบื่ออะไร เป็นหนังป๊อปคอร์นดีๆเรื่องนึง ดูได้เพลินๆแต่ก็ไม่มีซีนใดซีนนึงที่พีคมากนัก

สิ่งที่น่าชื่นชม
เหตุผลสำหรับการแถสร้างภาคต่อค่อนข้างทำได้น่าพึงพอใจ ซึ่งมันไม่ดูเด๋อหรือจงใจแถมากนัก
เนื่องจากตัวหนังภาคแรกมันค่อนข้างจบบริบูรณ์ไปประมาณนึง
แล้วก็การที่เดลโทโร่ไม่ได้มาทำต่อจึงทำให้เรื่องราวอาจไม่ปะติดปะต่อ แต่ Uprising ก็กลับทำส่วนนี้ได้ดี

สิ่งที่รู้สึกไม่ชอบ
ต้องยอมรับว่า การที่หนังภาคแรกถูกใจแฟนหนังแผ่นดินใหญ่
มีผลให้ภาคนี้ออกมาไม่ดีอย่างภาคแรก ด้วยเหตุว่าภาคนี้ดูเหมือนเอาใจจีนมากจนเกินไป
จนหลายต่อหลายจุดในเรื่องดูสับสน ดูเด๋อไปนิด
ซึ่งตรงนี้เองก็ทำให้ความเป็น Pacific Rim
ที่เดลโทโร่สร้างขึ้นจากความรักความหลงไหลในวัฒนธรรมโทคุเซ็ทสึของญี่ปุ่น
ซึ่งภาคนี้ไม่มีนี้อยู่เลย แถมยังกลายพันธุ์เป็น Transformers: Age of Extinction อย่างเต็มตัว
แถมดนตรีประกอบอันเป็นที่น่าจดจำ
ภาคนี้ยังถูกหยิบมาใช้แบบไม่มีศิลปะและไม่ขลังอย่างที่มันควรจะเป็น รวมไปถึงไคจู
ที่เป็นสเน่ห์อีกอย่างของหนังก็ถูกจัดวางอย่างไม่ใส่ใจ
ทั้งหมดนี้ลดทอนคุณค่าให้ภาคที่ 2 ของ Pacific Rim นี้กลายเป็นหนังตลาดดาดๆเรื่องนึงไป

สรุป
แม้ว่าตัวหนังจะโยนความเป็น Pacific Rim ทิ้งไปจนหมดสิ้น
จนหนังขาดสเน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ไป แต่ตัวหนังก็พอจะดูได้เรื่อยๆ
ดูเพลินๆได้อยู่ ฉากต่อสู้ฉากอะไรยังพอมีให้สนุกได้อยู่บ้าง
ไม่ได้ถึงกับแย่จนดูไม่ได้อะไรนัก ใครที่ดูภาคแรกมาแล้วชอบมากอาจจะต้องเผื่อใจไว้นิดนึง
ว่าคุณภาพอาจจะต่างไปจากภาคแรกโดยสิ้นเชิง…

พ.ย. 29 2018
ภาพยนต์

Tonight, at Romance Theater

เรียกได้ว่าช่วงที่ผ่านๆมานี้ ตั้งแต่ปีที่แล้ว
เราต่างได้เห็นผลงานภาพยนตร์จากแดนอาทิตย์อุทัยต่างๆ
อย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นอนิเมชั่นที่กวาดน้ำตาผู้คนไปได้เพียบอย่าง Your Name
หรือภาพยนตร์โรแมนติกดราม่าอย่าง Tomorrow I Will Date with Yesterday’s You
มาในปีนี้กับผลงานที่ทำรายได้เปิดตัวถล่มทลายใน Box Office ญี่ปุ่น
แซงภาพยนตร์สุดดราม่าน้ำตาตกยันข้างในอย่าง “ตับอ่อนเธอนั้นขอฉันเถอะนะ”
โดยภาพยนตร์โรแมนติกแฟนตาซีนี้เกิดเรื่องราวของ เคนจิ
ที่ได้หลงเสน่ห์นางเอกในภาพยนตร์ขาวดำเรื่องหนึ่งอย่าง มิยูกิ
จนถึงมีอยู่คืนหนึ่งได้เกิดเหตุการณ์ฟ้าผ่าทำให้เจ้าหญิงหลุดออกมาในโลกแห่งความเป็นจริง
แต่ว่าเงื่อนไขสุดเจ็บปวดนี้คือ “คุณไม่สามารถที่จะสัมผัสตัวคนที่คุณรักได้”
มิฉะนั้น คุณจะต้องกลับไปสู่โลกที่เธอจากมาตลอดกาล

ภายหลังจากได้ดูทำให้พวกเรามีความรู้สึกว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องราวความรักขาวดำที่ค่อยๆ
เติมแต่งสีสันให้กับมันที่สุดแสนจะเจ็บปวดและเข้าใจเป็นอย่างดี
กับประโยคที่หนังตั้งคำถามมาให้เราว่า “คุณจะใช้ชีวิตโดยไม่สัมผัสคนที่คุณรักได้หรอ?”
การจับมือ โอบกอด เราก็ไม่สามารถรับรู้ได้แม้กระทั่งไออุ่นของคนที่ตัวเองรัก
ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้สื่อประเด็นนี้ออกมาได้อย่างดีเยี่ยม รวมทั้งเจ็บจริงๆ
โดยยิ่งไปกว่านั้นฉากที่พวกเราได้เห็นในตัวอย่างกับฉาก “จูบกันผ่านกระจก”
ก็เลยทำให้พวกเรารู้สึกได้ว่า “สวยงาม แต่เจ็บปวด”
บวกกับการแสดงของพระเอกน้ำตาสั่งได้ เคนทาโร่ ซาคากุจิ ที่เล่นบท เคนจิ
แสดงออกมาได้เป็นอย่างดี เล่นได้เจี๋ยมเจี่ยมมาก ดูเคอะเขิน รวมทั้งบริสุทธิ์ใจ
ประกอบกับนักแสดงที่สวยทุกการเคลื่อนไหวเหมาะกับหน้าที่เจ้าหญิงมากอย่าง
ฮารุกะ อายาเสะ ที่มารับบทเจ้าหญิงขาวดำ มิยูกิ
และก็การแสดงแต่ละตัวละครที่เรียกได้ว่า “ใหญ่”
พอสมควรเลยทีเดียว แถมด้วยเครื่องแต่งกายในเรื่องนี้ พูดได้ว่าสวย และมีสไตล์มากๆ
พอใช้เห็นรูปที่ถ่ายออกมาในตอนเครดิตขึ้นยิ่งสวยเข้าไปใหญ่ และก็อีกประเด็นที่มีความรู้สึกว่า
ฉากแต่ละฉากย้ำสีสันที่สดมากมาย แต่ว่าก็สวยมากมายเหมือนกัน

บางครั้งก็อาจจะเพราะด้วยความที่เจ้าหญิงโลกขาวดำ
มาอยู่ในโลกจริงก็เป็นได้เลยจำเป็นต้องทำฉากสีสดขนาดนั้น
แต่ว่าถึงพล็อตเรื่องจะเยี่ยม หรือน่าดึงดูดเพียงใดก็ตาม
แต่ว่ามันก็ตามน่าเสียดายที่ตัวภาพยนตร์กลับดำเนินเรื่องได้อย่างเรียบง่ายแถมทุกอย่างยังดูเป็นเส้นตรงจนเกินไป
จุดไคลแม็กที่ควรบ่อน้ำตาแตกก็เหมือนจะยังไม่สุด แถมด้วยน่าเสียดายตัวละครประกอบต่างๆ
ที่คงจะมีหน้าที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้มีมิติมากกว่านี้ก็ดันใช้อย่างไม่คุ้มค่าเอาซะเลย
(ดูๆไปแล้วในใจแอบคิดว่า ถ้าหากเป็นหนึ่งในเจ้าหญิงดิสนีย์
มันจะออกมาเป็นยังไงหว่า 555 ถือว่าเป็นเจ้าหญิงที่มีสไตล์และน่าดึงดูดไม่น้อยเลย)
โดยรวมแล้วภาพยนตร์เรื่องนี้ถ้าใครชอบภาพยนตร์แนวรักแฟนตาซีโรแมนติก
ก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจเหมือนกันนะ
ส่วนตัวค่อนข้างชอบพล็อตเรื่องของมันมากๆแต่เสียดายวิธีการเล่าเรื่องของมันไปหน่อย…

พ.ย. 26 2018
ภาพยนต์

รีวิว Demon Eye

Demon Eye ผีเดินมาบิดหัว
หนังสยองขวัญนอกกระแสอีกหนึ่งเรื่องที่ทำเอาผู้ชมถึงกับสะพรึงกันมาแล้ว
เมื่อครั้งตัวอย่างของหนังได้ปล่อยออกมา
เป็นหนึ่งในผลงานของผู้กำกับ Ryan Simons
ที่จะบอกเล่าเรื่องราวของสาวคนหนึ่งที่มีเหตุจำเป็นต้องกลับไปบ้านของพ่อที่อยู่ในบ้านนอก
และก็พบว่าที่แห่นั้นมันดันมีอะไรบางอย่างที่น่าสยองสิงสถิตอยู่
มันจะออกมาหลอกและก็ตามกรีดทั่วร่างกายมนุษย์
ไม่เพียงเท่านั้นมันยังสรรหาแนวทางสารพัดเพื่อหลอกหลอนคนให้กลัวอีกด้วย
แล้วก็หนึ่งในท่าที่มันมาเผยตัวให้คนต้องสั่นผวาก็คือ ท่าเดินมาบิดหัวกลับหลังแล้วหลอกคน
นี่เป็นหนังที่ดูแล้วหลอนมากจริงๆหากในชีวิตจริงจะต้องพบอะไรแบบนี้จะทำเช่นไร
หนังฝรั่งส่วนมากถ้าหากเกิดเรื่องสยองขวัญจะมีอยู่สองแบบคือ หลอนแบบบรรยากาศชวนหลอน
ชวนให้เราจำเป็นต้องคิดตาม หรือคิดไปเอง
กับการสยองแบบน่าสยดสยองมากมายๆมองเห็นผีจะจะแบบติดตาไปเลย
อย่างเรื่องนี้ไง ที่เห็นผีจะ จะ เห็นแล้วแทบกรี๊ดเลยล่ะ ชวนให้คิดว่า ถ้าหากพวกเราต้องไปอยู่ในเหตุการณ์อย่างนั้น
พวกเราต้องทำยังไงจะหนีไปไหนดี เพราะฉะนั้นใครถูกใจหนังแนวนี้ก็เตรียมตัวขนหัวลุกไว้ให้ดี
เข้าฉายปุ๊ปรีบไปดูเลย แล้วมารีวิวด้วยนะว่า น่ากลัวระดับไหน
หนังเข้าฉายในสหราชอาณาจักรไปเมื่อวันที่ 01 มิถุนายนที่ผ่านมาและกำลังจะเข้าฉายในอเมริกาเร็วๆนี้
ส่วนจะเข้าไทยไหมคงต้องรอดูกันต่อไป ว่าแต่ว่ามีใครกลัวผีเดินมาบิดหัวบ้างไหม
แต่ว่าขอร้องอย่างหนึ่งอย่าผวนชื่อเลยนะ
เดี๋ยวจะกลายเป็นตลกแทนที่จะน่ากลัว นั่นแน่ แอบผวนกันอยู่ใช่ไหมล่ะ…

พ.ย. 21 2018
ภาพยนต์

The Nutcracker and the Four Realms หวนคืนสู่โลกแฟนตาซีสไตล์ดิสนีย์

จะว่าไปแล้วปีนี้เป็นปีนี้หนักสำหรับหนังแฟนตาซีค่ายดิสนีย์จริงๆ
ไม่ว่าจะเป็น A Wrinkle In Time เมื่อต้นปีก็พังไม่เป็นท่า
อีกทั้งคำวิจารณ์ และรายได้ รวมไปถึง Christopher Robin
ที่พึงฉายไปเมื่อเดือนสิงหา แม้ว่ารายหลังจะรีวิวออกมาดี แต่ว่าไม่ได้ถูกอกถูกใจผู้ชม
หรือดึงดูดพอให้ทำเงินแต่อย่างใด พอถึงคิวเรื่องนี้เข้าฉาย ไม่วายเหมือนค่ายหนังจะรู้สึกตัว
ตัดงบไม่ทำพากย์ไทยเข้าฉายโรง และลดการโปรโมทในสื่อต่างๆเยอะมาก
จนเกือบจะมองไม่เห็นการโปรโมทเลยด้วยซ้ำไป ทำให้ผมเองก็รู้สึกหวาดหวั่นๆใจในตัวหนังเรื่องนี้จริงๆ
เรื่องราวเกี่ยวกับ คลาร่า เด็กหญิงผู้ซึ่งสูญเสียแม่ผู้เป็นทีรักไป ทำให้เธอและครอบครัวไม่ค่อยจะลงรอยกันเท่าไหร่
เนื่องจากว่าเธอมีความฉลาดเหมือนแม่ นั่นทำให้ความฉลาดเกินคนรอบข้างจะเข้าใจได้
เธอก็เลยชอบหมกตัวอยู่ห้องใต้หลังคา จนเธอได้รับของขวัญจากแม่
เป็นกล่องปริศนาที่ต้องใช้กุญแจพิเศษในการไขเปิดความลับ ที่เธอคิดว่าแม่ทิ้งไว้ให้
ทำให้เธอต้องไปยังบ้านพ่อทูนหัวเพื่อขอความช่วยเหลือ
ซึ่งตรงนั้นเองเป็นประตูเข้าสู่ดินแดนลี้ลับที่แม่ของเธอเป็นผู้สร้าง และก็เธอต้องช่วยกอบกู้มันจาก มาเธอร์จิงเจอร์
ในด้านการดำเนินเรื่องนั้นไม่ได้มีลูกเล่นใดๆเลย เป็นการดำเนินเรื่องเป็นเส้นตรงฉิวตั้งแต่ต้นเรื่องจนถึงสิ้นเรื่อง
นับว่าเป็นข้อด้อยของเรื่องนี้เลยก็ว่าได้ แถมยังมีพล๊อตเรื่องที่เหมาะกับเด็กอายุไม่เกิน 12 ขวบ
ทำให้ผู้ใหญ่ที่เข้าไปดูต่างบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า หนังมันเด็กเกินไป
ส่วนด้านที่ประทับใจ รวมทั้งดึงดูดให้คนดู สามารถอยู่ดูจนจบเรื่อง นอกจาก
น้องแม็คเคนซี ฟอย จาก Twilight Breaking Dawn Part 2 / Interstellar ที่สวย
น่ารักน่าเอ็นดูโดดเด่นน่าติดตามแล้ว ยังมี CG ฉากต่างๆชุดต่างๆในเรื่อง พูดได้ว่า มีดีเทล
รายละเอียดอะไร ใส่มาแบบไม่ยั้ง ผลงานออกมาดูลงทุนกับจำนวนเงินไปในส่วนนี้มาก
โดยรวมแล้วเอาตรงๆเลยคือ เรื่องนี้เป็นหนังที่เหมาะกับเด็กจริงๆ
หรือคนที่ชอบดูหนังแฟนตาซีสีฉูดฉาด เน้นเสพ CG เป็นหลัก ก็สามารถเอ็นจอยไปกับเรื่องได้ง่ายๆ
และก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนังเองฉายในเวลาเหมาะเจาะกับเทศกาลปลายปีซะจริงๆ
ได้แต่หวังว่ารายได้น่าจะคืนทุนบ้าง และไม่เจ็บตัวมากไปกว่าที่เป็นอยู่นี้ครับ…

พ.ย. 16 2018
ภาพยนต์

รีวิวหนัง Slumber

หนังอาจจะไม่ได้ใหม่ทั้งเรื่อง
แต่คือเรื่องของครอบครัวธรรมดาที่ถูกผีอำกับอดีตหมอที่เคยเจอเรื่องราวอย่างงี้มาก่อน และก็เมื่อโตมา
หมอคนนี้ก็ยึดถือกระบวนด้านวิทยาศาสตร์แทนที่จะเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติที่เกิดขึ้น
แต่ก็ยังมีความขัดแย้งระหว่างจิตใจตัวเองและก็โลกความเป็นจริง
แต่สุดท้ายแล้วเรื่องก็ฝืนความจริงไปเล็กน้อยในจุดนั้นจุดนี้ของเรื่อง
จนสุดท้ายหนังเรื่องนี้เลยดูไม่น่าเชื่อถือ
ช่วงแรกของหนังก็น่าเบื่อมาก คือ เล่าเรื่องที่ผู้ชมคงจะเดาได้อยู่แล้ว
แต่สถานการณ์ในหนังดูรวมๆแล้วก็สร้างความสนุกสนานอยู่ โดยยิ่งไปกว่านั้นเรื่องของครอบครัวที่โดนผีอำทุกคน
มันก็น่าสงสารและน่าเห็นใจ ในหนังทีความกระอักกระอ่วน ซึ่งเป็นชนวนที่จะทำให้หนังประเด็นนี้เข้มข้นขึ้น
กลับไม่ได้เน้นย้ำหรือทำให้สำคัญขึ้นมา ความเป็นจริงแล้วถูกใจจุดจบของทุกตัวละคร
แต่ไม่ชอบความชัดเจนของหนัง เพราะทำให้ไม่เชื่อและไม่อินตามหนัง
แต่สำหรับมุมที่ชอบก็มีเหมือนกัน เช่น
ภาพการละเมอของคนภายในครอบครัวมันสร้างภาพสะท้อนความรุนแรงในครอบครัวขึ้นมาได้
ถือว่าเป็นการสะท้อนอะไรบางอย่างในครอบครัวออกมา เช่น หมอได้มองเห็น
ความรุนแรงของพ่อติดเหล้าที่รังควานลูกและก็คนภายในครอบครัว ซึ่งสิ่งนี้ไม่ใช่ปรากฎการณ์ธรรมชาติอะไรเลย
แต่ว่ามันเป็นภาพในความจำที่เกิดขึ้นจริงในครอบครัวนี่แหละ
ประเด็นนี้ก็มีอะไรให้ขบคิดอยู่บ้าง เพียงแต่ว่าไม่ได้เน้นสิ่งที่ควรจะเน้นย้ำในหนังมากัก ทำให้หนังดูกร่อยไปหน่อย
ถ้าเกิดตีให้แตกนะ รับรองว่าหนังเรื่องนี้จะน่าสนใจมากกว่านี้อีก แต่ว่าอย่างไรก็ตาม
ถ้าหากชอบหนังผีที่มองไม่เห็นผีแบบนี้ แต่มีการสะดุ้งตกใจบางส่วนล่ะก็ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าดูเรื่องหนึ่ง
ใครชื่นชอบก็ไปดูกันได้ ดูแล้วเป็นอย่างไร อย่าลืมมาเล่าให้ฟังนะ…